counter 3,287

Profile

Me, in the real world ::
Live by inspiration*

Calendar

May 2008
S M T W T F S
« Apr   Jun »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

Recent Readers

You!
Join storythai!

★ วอ วี
LOUKPAR
Me, in the real world ::
I-ze*
romantist
hikimz
*GOLFZYEZA
│║█ F █║│
TONK
Split-Fire
★Pear
 ゙★ ,, ªP ♥ TOMDY
bungiz
cherry_unique
† Hotaru™ †
L★UKPAR ツ
ฉันคนนี้
^AuRuMi^
♥ [[ DN

Juz b me*

 

 

Past

Present

n' Future

i can b only "me"

 

 flow in the river of time

get along with the changing world

.......

 

 

I never think that my nature is good

Sometimes, i was kicked out from the crowd bcuz of my nature

 

I'm not happy 2b here alone

No1 want to b alone

I wanna b a part of community

 

But, i cant fool myslf

or betray my own feeling

2b..

2do..

2say..

anythings that contrast 2 my soul

Try 2b some1else, not me

The type that majority people like, but not my type

The type that makes the others like me, yet makes me hate myslf

 

 

So that, i choose my own way 2b here

sit n' talk to myslf

understand all the thing by myslf

Learn by myslf

Live by meslf

Lonely sometimes, but not tired..

 or even try

..............

 

 

.. Juz b me ..

plain n' simply

 

 

 

Nothing's immortal.

No emotion is permanent

Laugh, Cry, Happy, Sad, Lonely, Funny, Love, Hate ..

It's all nothing

All thing happens, then dies as if it never exists in this world

So, do the best n right thing when we still breath

then, we ll never regret when we pass away

 

....

 

ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม
ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร
ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ
สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล
ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน

มันก็เป็นอย่างเดิม (งดงาม)  ฟ้าก็เป็นอย่างเคย (สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ (ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร (ไม่มี)

แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
แค่คิดดีทำดีก็พอ

 

*....................................................................*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Juz b me*

 

 

Past

Present

n' Future

i can b only "me"

 

 flow in the river of time

get along with the changing world

.......

 

 

I never think that my nature is good

Sometimes, i was kicked out from the crowd bcuz of my nature

 

I'm not happy 2b here alone

No1 want to b alone

I wanna b a part of community

 

But, i cant fool myslf

or betray my own feeling

2b..

2do..

2say..

anythings that contrast 2 my soul

Try 2b some1else, not me

The type that majority people like, but not my type

The type that makes the others like me, yet makes me hate myslf

 

 

So that, i choose my own way 2b here

sit n' talk to myslf

understand all the thing by myslf

Learn by myslf

Live by meslf

Lonely sometimes, but not tired..

 or even try

..............

 

 

.. Juz b me ..

plain n' simply

 

 

 

Nothing's immortal.

No emotion is permanent

Laugh, Cry, Happy, Sad, Lonely, Funny, Love, Hate ..

It's all nothing

All thing happens, then dies as if it never exists in this world

So, do the best n right thing when we still breath

then, we ll never regret when we pass away

 

....

 

ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม
ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร
ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ
สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล
ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน

มันก็เป็นอย่างเดิม (งดงาม)  ฟ้าก็เป็นอย่างเคย (สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ (ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร (ไม่มี)

แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
แค่คิดดีทำดีก็พอ

 

*....................................................................*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รอยตะปู*

 

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเค้าเลยให้ตะปูกับเค้า 1 ถุง

พร้อมกับบอกว่า "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน"

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยตอกตะปูลงไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 ที่ 3 และแต่ละวันที่ผ่านไปๆ จำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลงๆ

เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมความรู้สึกตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

 

แล้ววันหนึ่งหลังจากที่เค้ารู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น

เค้าจึงเดินไปหาพ่อและบอกว่า เค้าคิดว่าเค้าไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว

เค้าสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายว่า "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูสิ

ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากบ้านครั้งละ 1 ตัวนะ"

 

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัวๆ จนในที่สุดวันหนึ่ง ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก

เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเค้าว่า "ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ"

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกชายไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

"ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นไม๊ว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้

ลูกจำไว้นะ การที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเค้า

ต่อให้ใช้คำพูดว่า "ขอโทษ" ซักกี่หน ก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวด ที่เกิดกับเค้าคนนั้นได้ ลูกจงจำคำว่า "ขอโทษ"

ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเค้าจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม จำไว้อีกด้วยว่า รอยร้าวที่มันเกิดขึ้น เค้าอาจจะไม่มีวันลืมมันได้..ตลอดไป"

 

.........

สิ่งสำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ

อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น วางความยึดมั่นว่าเราถูกลง เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการ์ณ

ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือทิฐิมานะ มาทำลายทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตเราเอง

 

 

:: ความตอนหนึ่งจาก หนังสือ เข็มทิศชีวิต 

    เรื่องโดย  ฐิตินาถ ณ พัทลุง

 

 

 

 

 

 

Juz b me*

 

 

Past

Present

n' Future

i can b only "me"

 

 flow in the river of time

get along with the changing world

.......

 

 

I never think that my nature is good

Sometimes, i was kicked out from the crowd bcuz of my nature

 

I'm not happy 2b here alone

No1 want to b alone

I wanna b a part of community

 

But, i cant fool myslf

or betray my own feeling

2b..

2do..

2say..

anythings that contrast 2 my soul

Try 2b some1else, not me

The type that majority people like, but not my type

The type that makes the others like me, yet makes me hate myslf

 

 

So that, i choose my own way 2b here

sit n' talk to myslf

understand all the thing by myslf

Learn by myslf

Live by meslf

Lonely sometimes, but not tired..

 or even try

..............

 

 

.. Juz b me ..

plain n' simply

 

 

 

Nothing's immortal.

No emotion is permanent

Laugh, Cry, Happy, Sad, Lonely, Funny, Love, Hate ..

It's all nothing

All thing happens, then dies as if it never exists in this world

So, do the best n right thing when we still breath

then, we ll never regret when we pass away

 

....

 

ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม
ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร
ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ
สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล
ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน

มันก็เป็นอย่างเดิม (งดงาม)  ฟ้าก็เป็นอย่างเคย (สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ (ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร (ไม่มี)

แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
แค่คิดดีทำดีก็พอ

 

*....................................................................*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รอยตะปู*

 

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเค้าเลยให้ตะปูกับเค้า 1 ถุง

พร้อมกับบอกว่า "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน"

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยตอกตะปูลงไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 ที่ 3 และแต่ละวันที่ผ่านไปๆ จำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลงๆ

เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมความรู้สึกตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

 

แล้ววันหนึ่งหลังจากที่เค้ารู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น

เค้าจึงเดินไปหาพ่อและบอกว่า เค้าคิดว่าเค้าไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว

เค้าสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายว่า "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูสิ

ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากบ้านครั้งละ 1 ตัวนะ"

 

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัวๆ จนในที่สุดวันหนึ่ง ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก

เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเค้าว่า "ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ"

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกชายไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

"ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นไม๊ว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้

ลูกจำไว้นะ การที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเค้า

ต่อให้ใช้คำพูดว่า "ขอโทษ" ซักกี่หน ก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวด ที่เกิดกับเค้าคนนั้นได้ ลูกจงจำคำว่า "ขอโทษ"

ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเค้าจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม จำไว้อีกด้วยว่า รอยร้าวที่มันเกิดขึ้น เค้าอาจจะไม่มีวันลืมมันได้..ตลอดไป"

 

.........

สิ่งสำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ

อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น วางความยึดมั่นว่าเราถูกลง เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการ์ณ

ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือทิฐิมานะ มาทำลายทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตเราเอง

 

 

:: ความตอนหนึ่งจาก หนังสือ เข็มทิศชีวิต 

    เรื่องโดย  ฐิตินาถ ณ พัทลุง

 

 

 

 

 

 

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

Juz b me*

 

 

Past

Present

n' Future

i can b only "me"

 

 flow in the river of time

get along with the changing world

.......

 

 

I never think that my nature is good

Sometimes, i was kicked out from the crowd bcuz of my nature

 

I'm not happy 2b here alone

No1 want to b alone

I wanna b a part of community

 

But, i cant fool myslf

or betray my own feeling

2b..

2do..

2say..

anythings that contrast 2 my soul

Try 2b some1else, not me

The type that majority people like, but not my type

The type that makes the others like me, yet makes me hate myslf

 

 

So that, i choose my own way 2b here

sit n' talk to myslf

understand all the thing by myslf

Learn by myslf

Live by meslf

Lonely sometimes, but not tired..

 or even try

..............

 

 

.. Juz b me ..

plain n' simply

 

 

 

Nothing's immortal.

No emotion is permanent

Laugh, Cry, Happy, Sad, Lonely, Funny, Love, Hate ..

It's all nothing

All thing happens, then dies as if it never exists in this world

So, do the best n right thing when we still breath

then, we ll never regret when we pass away

 

....

 

ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม
ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร
ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ
สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล
ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน

มันก็เป็นอย่างเดิม (งดงาม)  ฟ้าก็เป็นอย่างเคย (สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ (ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร (ไม่มี)

แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
แค่คิดดีทำดีก็พอ

 

*....................................................................*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รอยตะปู*

 

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเค้าเลยให้ตะปูกับเค้า 1 ถุง

พร้อมกับบอกว่า "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน"

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยตอกตะปูลงไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 ที่ 3 และแต่ละวันที่ผ่านไปๆ จำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลงๆ

เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมความรู้สึกตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

 

แล้ววันหนึ่งหลังจากที่เค้ารู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น

เค้าจึงเดินไปหาพ่อและบอกว่า เค้าคิดว่าเค้าไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว

เค้าสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายว่า "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูสิ

ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากบ้านครั้งละ 1 ตัวนะ"

 

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัวๆ จนในที่สุดวันหนึ่ง ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก

เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเค้าว่า "ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ"

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกชายไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

"ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นไม๊ว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้

ลูกจำไว้นะ การที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเค้า

ต่อให้ใช้คำพูดว่า "ขอโทษ" ซักกี่หน ก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวด ที่เกิดกับเค้าคนนั้นได้ ลูกจงจำคำว่า "ขอโทษ"

ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเค้าจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม จำไว้อีกด้วยว่า รอยร้าวที่มันเกิดขึ้น เค้าอาจจะไม่มีวันลืมมันได้..ตลอดไป"

 

.........

สิ่งสำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ

อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น วางความยึดมั่นว่าเราถูกลง เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการ์ณ

ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือทิฐิมานะ มาทำลายทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตเราเอง

 

 

:: ความตอนหนึ่งจาก หนังสือ เข็มทิศชีวิต 

    เรื่องโดย  ฐิตินาถ ณ พัทลุง

 

 

 

 

 

 

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

Juz b me*

 

 

Past

Present

n' Future

i can b only "me"

 

 flow in the river of time

get along with the changing world

.......

 

 

I never think that my nature is good

Sometimes, i was kicked out from the crowd bcuz of my nature

 

I'm not happy 2b here alone

No1 want to b alone

I wanna b a part of community

 

But, i cant fool myslf

or betray my own feeling

2b..

2do..

2say..

anythings that contrast 2 my soul

Try 2b some1else, not me

The type that majority people like, but not my type

The type that makes the others like me, yet makes me hate myslf

 

 

So that, i choose my own way 2b here

sit n' talk to myslf

understand all the thing by myslf

Learn by myslf

Live by meslf

Lonely sometimes, but not tired..

 or even try

..............

 

 

.. Juz b me ..

plain n' simply

 

 

 

Nothing's immortal.

No emotion is permanent

Laugh, Cry, Happy, Sad, Lonely, Funny, Love, Hate ..

It's all nothing

All thing happens, then dies as if it never exists in this world

So, do the best n right thing when we still breath

then, we ll never regret when we pass away

 

....

 

ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม
ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร
ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ
สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล
ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน

มันก็เป็นอย่างเดิม (งดงาม)  ฟ้าก็เป็นอย่างเคย (สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ (ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร (ไม่มี)

แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
แค่คิดดีทำดีก็พอ

 

*....................................................................*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รอยตะปู*

 

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเค้าเลยให้ตะปูกับเค้า 1 ถุง

พร้อมกับบอกว่า "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน"

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยตอกตะปูลงไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 ที่ 3 และแต่ละวันที่ผ่านไปๆ จำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลงๆ

เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมความรู้สึกตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

 

แล้ววันหนึ่งหลังจากที่เค้ารู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น

เค้าจึงเดินไปหาพ่อและบอกว่า เค้าคิดว่าเค้าไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว

เค้าสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายว่า "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูสิ

ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากบ้านครั้งละ 1 ตัวนะ"

 

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัวๆ จนในที่สุดวันหนึ่ง ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก

เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเค้าว่า "ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ"

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกชายไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

"ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นไม๊ว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้

ลูกจำไว้นะ การที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเค้า

ต่อให้ใช้คำพูดว่า "ขอโทษ" ซักกี่หน ก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวด ที่เกิดกับเค้าคนนั้นได้ ลูกจงจำคำว่า "ขอโทษ"

ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเค้าจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม จำไว้อีกด้วยว่า รอยร้าวที่มันเกิดขึ้น เค้าอาจจะไม่มีวันลืมมันได้..ตลอดไป"

 

.........

สิ่งสำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ

อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น วางความยึดมั่นว่าเราถูกลง เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการ์ณ

ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือทิฐิมานะ มาทำลายทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตเราเอง

 

 

:: ความตอนหนึ่งจาก หนังสือ เข็มทิศชีวิต 

    เรื่องโดย  ฐิตินาถ ณ พัทลุง

 

 

 

 

 

 

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

นิ่ง คิด*

 

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่เห็น

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้สึก

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่คิด

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ใส่ใจ

 

 

หากแต่...

 

เงียบ เพื่อ มอง

เงียบ เพื่อ ทำความเข้าใจ

เงียบ เพื่อ ตั้งสติ

เงียบ เพื่อ คิด

คิด ก่อน พูด และ ก่อนที่จะทำอะไรเสมอ

ก่อนที่ชีวิตจะผิดพลาด

ก่อนที่จะผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คิด

ก่อนที่จะเสียใจภายหลัง กับการกระทำของตัวเอง

 

....

 

 

 

ทุกคนมีความรู้สึก

เพียงแต่ เลือก ที่จะแสดงด้านไหนออกมาเท่านั้น

เปลือกนอกที่เราเห็น ไม่สามารถวัดความรู้สึกภายใน

 

น้ำตา ไม่อาจวัดความเสียใจที่มี

 รอยยิ้ม ไม่อาจวัดไมตรีจิตที่แท้

คำพูด ไม่อาจวัดความจริงใจข้างใน

เวลา ไม่อาจวัดตัวตนของคน

 

อย่าตัดสินคนเพียงแค่ภายนอก

มองให้ลึก

แล้วจะเห็น ความจริง ที่ซ่อนอยู่ข้างใน

 

 

 

Juz b me*

 

 

Past

Present

n' Future

i can b only "me"

 

 flow in the river of time

get along with the changing world

.......

 

 

I never think that my nature is good

Sometimes, i was kicked out from the crowd bcuz of my nature

 

I'm not happy 2b here alone

No1 want to b alone

I wanna b a part of community

 

But, i cant fool myslf

or betray my own feeling

2b..

2do..

2say..

anythings that contrast 2 my soul

Try 2b some1else, not me

The type that majority people like, but not my type

The type that makes the others like me, yet makes me hate myslf

 

 

So that, i choose my own way 2b here

sit n' talk to myslf

understand all the thing by myslf

Learn by myslf

Live by meslf

Lonely sometimes, but not tired..

 or even try

..............

 

 

.. Juz b me ..

plain n' simply

 

 

 

Nothing's immortal.

No emotion is permanent

Laugh, Cry, Happy, Sad, Lonely, Funny, Love, Hate ..

It's all nothing

All thing happens, then dies as if it never exists in this world

So, do the best n right thing when we still breath

then, we ll never regret when we pass away

 

....

 

ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม
ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร
ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ
สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล
ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน

มันก็เป็นอย่างเดิม (งดงาม)  ฟ้าก็เป็นอย่างเคย (สีคราม)
แม้ว่าในจิตใจ (ทุกคืนทุกวันที่มี)
แม้ไม่มีอย่างใคร (ไม่มี)

แล้วจะเป็นอย่างไร
(รับไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันแค่นี้เอง)
แค่คิดดีทำดีก็พอ

 

*....................................................................*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รอยตะปู*

 

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเค้าเลยให้ตะปูกับเค้า 1 ถุง

พร้อมกับบอกว่า "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน"

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยตอกตะปูลงไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 ที่ 3 และแต่ละวันที่ผ่านไปๆ จำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลงๆ

เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมความรู้สึกตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

 

แล้ววันหนึ่งหลังจากที่เค้ารู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น

เค้าจึงเดินไปหาพ่อและบอกว่า เค้าคิดว่าเค้าไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว

เค้าสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายว่า "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูสิ

ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากบ้านครั้งละ 1 ตัวนะ"

 

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัวๆ จนในที่สุดวันหนึ่ง ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก

เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเค้าว่า "ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ"

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกชายไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

"ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นไม๊ว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้

ลูกจำไว้นะ การที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเค้า

ต่อให้ใช้คำพูดว่า "ขอโทษ" ซักกี่หน ก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวด ที่เกิดกับเค้าคนนั้นได้ ลูกจงจำคำว่า "ขอโทษ"

ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเค้าจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม จำไว้อีกด้วยว่า รอยร้าวที่มันเกิดขึ้น เค้าอาจจะไม่มีวันลืมมันได้..ตลอดไป"

 

.........

สิ่งสำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ

อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น วางความยึดมั่นว่าเราถูกลง เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการ์ณ

ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือทิฐิมานะ มาทำลายทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตเราเอง

 

 

:: ความตอนหนึ่งจาก หนังสือ เข็มทิศชีวิต 

    เรื่องโดย  ฐิตินาถ ณ พัทลุง

 

 

 

 

 

 

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

นิ่ง คิด*

 

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่เห็น

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้สึก

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่คิด

เงียบ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ใส่ใจ

 

 

หากแต่...

 

เงียบ เพื่อ มอง

เงียบ เพื่อ ทำความเข้าใจ

เงียบ เพื่อ ตั้งสติ

เงียบ เพื่อ คิด

คิด ก่อน พูด และ ก่อนที่จะทำอะไรเสมอ

ก่อนที่ชีวิตจะผิดพลาด

ก่อนที่จะผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คิด

ก่อนที่จะเสียใจภายหลัง กับการกระทำของตัวเอง

 

....

 

 

 

ทุกคนมีความรู้สึก

เพียงแต่ เลือก ที่จะแสดงด้านไหนออกมาเท่านั้น

เปลือกนอกที่เราเห็น ไม่สามารถวัดความรู้สึกภายใน

 

น้ำตา ไม่อาจวัดความเสียใจที่มี

 รอยยิ้ม ไม่อาจวัดไมตรีจิตที่แท้

คำพูด ไม่อาจวัดความจริงใจข้างใน

เวลา ไม่อาจวัดตัวตนของคน

 

อย่าตัดสินคนเพียงแค่ภายนอก

มองให้ลึก

แล้วจะเห็น ความจริง ที่ซ่อนอยู่ข้างใน

 

 

 

เมตตากับอัตตา *

คำสอนของพระพุทธเจ้าสอนว่า เรานั้นไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา
ฉะนั้นการเมตตาตัวเอง ยังถือว่าเรายังมีตัวตนอยู่หรือไม่?

เมื่อจิตเรามีเมตตา นั่นคือ "จิตเรามีเมตตา"
เมื่อเรายึดติด หวงแหน ทะยานอยาก อยากได้ หรือ อยากที่จะไม่ได้ เมื่อนั้น "จิตเรามีอัตตา"

คำว่า "ตัวตน" กับคำว่า "อัตตา" นั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งต่างกันถ้าจะพูดถึงในเชิงทั่วๆไป ท่านอาจารย์พุทธทาส จึงใช้คำว่า "ตัวกู-ของกู" ซึ่งสื่อได้ชัดเจนมากๆ

ในความหมายของคนทั่วๆไปที่เราพูดถึงกันนั้น "ตัวตน" หมายถึงความจริงที่เราเห็นๆกันอยู่เช่น รูปกายของเรา ตัวของเราที่มี แขน ขา หัว ตัว ท้อง ตับ ไต ไส้พุง ส่องกระจกปุ๊บก็เห็น ตัวเอง อยู่ในกระจกปั๊บ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

..........แต่ในความหมายที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรานั้น ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก ตัวเราที่เราเห็นๆอยู่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียง ส่วนประกอบของอวัยวะต่างๆ มาประชุมรวมกัน อวัยวะต่างๆก็เป็นเพียง ส่วนประกอบกันของเซลล์ต่างๆที่มาประชุมรวมกัน โดย สภาวะหนึ่ง ณ เวลา หนึ่งๆ เท่านั้น สุดท้ายแล้ว ถ้าเซลล์ของอวัยวะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือสลายหายไป อวัยวะนั้นๆก็ต้องเปลี่ยนแปลง หรือ สลายหายไป แล้ว ไอ้เจ้าตัวเรา ร่างกายเรา ที่เราเห็นๆอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนแปลง หรือ สูญสลายหายไปเช่นเดียวกัน เป็นทอดๆ เพราะมันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของกันและกันอยู่

เมื่อเซลล์ของกระเพาะอาหารถูกน้ำย่อยกัดกร่อน กระเพาะอาหารก็แย่ ส่งผลไปถึงระบบประสาท ทำให้เรารับรู้ความรู้สึกว่า "ปวดท้อง" .........แต่ถ้าพูดให้ถูกก็คือ "จิต"เรานั่นแหละที่รับรู้ความรู้สึก "ปวดท้อง" และ "รู้สึกทุกข์"
ร่างกายของเราล้วนมีส่วนประกอบคือ อวัยวะ ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย
จิตของเรา ก็มีส่วนประกอบเช่นกัน คือ

"เวทนา-ความรู้สึก"

"สัญญา-ความจำได้หมายรู้"

"สังขาร-ความคิด"

"วิญญาณ-การรับรู้"

ฉะนั้น "การเมตตาตัวเอง ยังถือว่าเรายังมีตัวตนอยู่หรือไม่" จึงไม่เกี่ยวข้องกัน
เพราะ การเมตตาตัวเอง เป็นความคิด ความเห็นที่ถูกต้อง

ส่วนการเห็นว่ายังมีตัวเรา มีตัวตนเป็นร่างกายของเรา เกิดจาก "อวิชชา" คือความไม่รู้อย่างลึกซึ้งแท้จริงใน สัจธรรม

เมื่อเรายังไม่รู้แจ้งในอริยสัจ เมื่อนั้นก็คือเราก็ยังมีตัวตนอยู่ตลอดเวลา "ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง"

เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่า "ฉนั้นการเมตตาตัวเอง ยังถือว่าเรายังมีตัวตนอยู่หรือไม่" จึงเรียกว่า "ถามผิด" เพราะการจะถือว่าเรายังมีตัวตนอยู่หรือไม่ ไม่เกียวกับ เมตตา

เรามีความเมตตาตัวเอง โดย มีความรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ก็ได้
เรามีความเมตตาตัวเอง โดย ไม่ มีความรู้สึกว่า มีตัวตนอยู่ก็ได้ หรือ
เราไม่มีความเมตตาตัวเอง โดย มีความรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ก็ได้ หรือ
เราไม่มีความเมตตาตัวเอง โดย ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ก็ได้

นัตถิ อัตตา กุโต นิรัตตังวา

: เมื่อไม่มีตัวตนใดๆให้ยึดถือยึดติดแล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องละต้องผละออก"

 

Credit: คุณ โณ นีมัตร

http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=6375

 


alpharomio